เขาพระวิหาร

เขาพระวิหาร 2

        นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า 
        ผลการตัดสินของศาลออกมาเป็นที่น่าพอใจของทั้งสองฝ่าย 
        ทางตนและกัมพูชาจะหารือในคณะกรรมาธิการร่วมทวิตภาคีไทยกัมพูชา (เจซี)

นายวีรชัย พลาศัย เอกอัคราชทูตไทยประจำกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ 
แถลงว่า 
        1.ศาลมีอำนาจพิจารณาตีความตามคำร้องกัมพูชา 
        2.ศาลไม่ได้พูดถึงเรื่องพื้นที่โดยรอบ กัมพูชาไม่ได้พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร และภูมะเขือไป 
           และศาลไม่ได้ตัดสินเรื่องเขตแดน และศาลเน้นคำว่าพื้นที่เล็กมากๆ ซึ่งพื้นที่ส่วนนี้กำลังคำนวณ 
           แต่ที่น่าสนใจศาลไม่ได้ระบุพื้นที่ 1:200,000 เป็นส่วนหนึ่งในคำพิพากษาพ.ศ. 2505 ที่ผูกพัน 
           อันนี้สำคัญมาก ดังน้ันจะขอไปดูรายละเอียดและจะมาแถลงอีกครั้ง และ 
        3.ศาลแนะนำให้ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันในการดูแลปราสาทในฐานะเป็นมรดกโลก 

รู้จักเขาพระวิหาร



คลิป คดีเขาพระวิหาร ทำความเข้าใจง่าย ๆ ใน 8 นาที

            เขาพระวิหาร หรือ ปราสาทพระวิหาร คือ มรดกโลกแห่งสำคัญบริเวณแนวชายแดน ไทย-กัมพูชา ที่ทำให้ทั้งสองประเทศต้องมึนตึงกันจนต้องพึ่งศาลโลกให้ช่วยตัดสิน ซึ่งในวันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2556 ก็จะเป็นวันสำคัญที่ศาลโลกมีคำตัดสินคดีเขาพระวิหาร ซึ่งหากใครยังไม่ค่อยเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา กระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้ทำ คลิปคดีปราสาทพระวิหาร เพื่ออธิบายกรณีดังกล่าวให้เข้าใจง่าย ๆ ใน 8 นาที ซึ่งสรุปข้อมูลสั้น ๆ ได้ดังนี้..

            ปราสาทพระวิหาร เป็นโบราณสถานอายุกว่า 1,000 ปี ที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาพนมดงรัก บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยกัมพูชาในขณะนั้นมีฝรั่งเศสถืออำนาจเหนือกว่า และฝรั่งเศสได้ทำสัญญาตกลงกับไทย ว่าจะใช้สันปันน้ำเป็นแนวเขตแดน แต่แผนที่ที่ฝรั่งเศสจัดทำขึ้น ผิดเพี้ยนไปจากภูมิประเทศจริง จึงทำให้ปราสาทพระวิหารอยู่ในพื้นที่ของกัมพูชา

             ในปี พ.ศ. 2496 กัมพูชาได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส จึงเรียกร้องให้ไทยถอนกำลังทหารออกจากเขาพระวิหาร พร้อมทั้งฟ้องศาลโลกในปี พ.ศ. 2502 ซึ่งศาลโลกตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา ต่อมาในปี พ.ศ. 2505 กัมพูชาเรียกร้องต่อศาลโลกอีกครั้ง ศาลโลกก็ตัดสินให้ไทยถอนกำลังทหารออกและคืนวัตถุโบราณให้กัมพูชาด้วย แต่ไม่ได้ตัดสินเรื่องเขตแดนและแผนที่ จนกระทั่งอีก 50 ปีต่อมา กัมพูชายื่นขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกเพียงฝ่ายเดียว แต่แผนผังที่ใช้ได้ล้ำดินแดนไทยประมาณ 4.6 ตารางกิโลเมตร กรรมการมรดกโลกจึงให้ขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท

            ต่อมาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ ปี พ.ศ. 2554 กัมพูชาจึงร้องศาลโลกอีกครั้ง โดยบอกว่าทั้งสองประเทศเข้าใจคำตัดสินต่างกัน ศาลโลกจึงบังคับใช้มาตรการให้เป็นเขตปลอดทหารทั้งสองฝ่ายชั่วคราว และจะมีคำตัดสินกรณีดังกล่าวในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2556 นั่นเอง


11 พฤศจิกายน 2556 

เป็นอีกหนึ่งวันประวัติศาสตร์ที่คนไทยทั้งประเทศต้องจดจำ 

เมื่อศาลโลกนัดตัดสินคดีกัมพูชาขอตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร 

ที่ศาลโลก กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในเวลา 16.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย)

ติดตามการรายงานสดคำตัดสินนาทีต่อนาที ได้ที่นี่ ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป

รายงานสดคำตัดสินคดีปราสาทเขาพระวิหาร 16.00 น. ผู้พิพากษาศาลโลกขึ้นนั่งบัลลังก์ตัดสินคดีพระวิหารที่กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์

        16.12 น. ผู้พิพากษาศาลโลกเริ่มด้วยการสรุปเกี่ยวกับคำพิพากษาเมื่อปี 2505 เกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร ตามด้วยคำฟ้องของกัมพูชาที่ให้ยื่นขอตีความใหม่

        16.19 น. ศาลโลกรับตีความคำร้องของกัมพูชา และมีอำนาจที่จะตีความคำพิพากษา ปี 2505

        16.24 น. ศาลปฏิเสธที่จะตัดสินตามคำขอของกัมพูชา ที่ให้รับรองสถานะของแผนที่ภาคผนวก 1 ในฐานะเครื่องกำหนดเส้นเขตแดน เพราะอยู่นอกเหนือขอบเขตคำพิพากษาเดิม และจะพิจารณาคำพิพากษาปี 2505 เฉพาะบริเวณปราสาทพระวิหารเท่านั้น

        16.38 น. ศาลบอกว่าการขีดเส้นตามมติ ครม. ปี 2505 ไม่ถูกต้องตามคำพิพากษาของศาล เพราะไม่ได้กำหนดตามแผนที่ภาคผวนก 1 แต่กำหนดตามสันปันน้ำ

        16.55 น. ศาลโลกมีมติเอกฉันท์วินิจฉัยว่ากัมพูชามีอธิปไตยในดินแดนทั้งหมดของปราสาทพระวิหาร และประเทศไทยต้องถอนทหารตำรวจจากเขตแดนดังกล่าว และให้ไปเจรจากันเอง  

        สรุปศาลไม่ได้ตีความเกินขอบเขตคำพิพากษาเดิม 2505 / พิพากษาเฉพาะตัวปราสาทไม่แตะพื้นที่ 4.6 ตร.กม. สั่งย้อนดูวรรค 98 ของคำพิพากษาเดิม 

        ท่านทูตวีระชัย แถลงศาลโลกไม่ได้ให้พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร และภูมะเขือ แก่กัมพูชา แต่จะมีพื้นที่เล็กมากๆ ซึ่งกำลังคำนวณอยู่ 

 

ย้อนรอย"คดีพระวิหาร" ก่อนถึงวันพิพากษา

         "คดีพระวิหาร" ซึ่งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) กำหนดมีคำพิพากษาในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้นั้น มีที่มาจากการที่ทางการกัมพูชายื่นขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารปี 2505 และขอให้ศาลโลกออกคำสั่งมาตรการชั่วคราว เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2554

        การขอตีความดังกล่าวนั้น ทางฝ่ายกัมพูชาขอให้ศาลตีความคำพิพากษาเดิมว่า คำพิพากษาเดิมดังกล่าวได้ตัดสินเรื่องเขตแดนไว้หรือไม่ ซึ่งกัมพูชาเห็นว่าศาลได้ตัดสินเรื่องดังกล่าวไว้แล้ว โดยตัดสินให้เป็นไปตามแผนที่ "ภาคผนวก 1" ซึ่งทางฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าเป็น "แผนที่ประกอบในคำพิพากษา" เมื่อปี 2505 ดังกล่าว ในขณะที่ไทยยืนยันว่าเป็นเพียง "แผนที่ประกอบคำฟ้อง" ต่อศาลเท่านั้นเอง

        เพื่อต่อสู้คดีดังกล่าวนี้ คณะทำงานที่ประกอบด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศ นำโดย นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงเฮก ได้กำหนดแนวทางเพื่อต่อสู้คดีไว้หลักๆ 4 ประการดังต่อไปนี้

        1.ศาลไม่มีอำนาจในการตีความ เนื่องจากคู่กรณีไม่ได้มีข้อพิพาทกันเกี่ยวกับความหมายและขอบเขตของคำพิพากษาปี 2505 ฝ่ายไทยเห็นว่า คำพิพากษาเดิมดังกล่าวนั้นมีความชัดเจนอยู่ในตัวแล้ว ในขณะเดียวกันทั้งไทยและกัมพูชา ต่างก็เห็นตรงกันในสารัตถะของคำพิพากษาดังกล่าวมาตลอดตั้งแต่ปี 2505 แต่ทางการกัมพูชาเพิ่งจะเปลี่ยนแปลงท่าที ไม่เห็นด้วยขึ้นมาเมื่อปี 2550 นี่เอง เพราะต้องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเพียงฝ่ายเดียว ทั้งๆ ที่ไทยเสนอหลายครั้งแล้วให้ขึ้นทะเบียนร่วมกัน

        2.เมื่อคำพิพากษามีความชัดเจน และไทยซึ่งแม้จะไม่ยอมรับ แต่ก็ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา ปี 2505 ไปครบถ้วนแล้วทุกประการ การปฏิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าวก็เป็นที่ยอมรับของฝ่ายกัมพูชาอย่างเป็นทางการแล้วเช่นกัน

ไทยได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าวแล้ว ด้วยการถอนกำลังตำรวจ ทหาร และเจ้าหน้าที่ออกจากปราสาทพระวิหาร และบริเวณใกล้เคียงปราสาท ตามขอบเขตซึ่งกำหนดโดยมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 10 กรกฎาคม 2505 ซึ่งเป็นขอบเขตที่สอดคล้องกับขอบเขตของพื้นที่พิพาทในคดีนี้แต่เดิมตามความเข้าใจทั้งของคู่ความและของศาล

        3.คำขอให้ตีความของฝ่ายกัมพูชานั้น เป็นคำขอตีความในส่วนที่เป็น "เหตุผล" ประกอบคำพิพากษา ไม่ใช่ในส่วนที่เป็น "คำตัดสิน" โดยเป็นการขอให้ศาลตัดสินชี้ขาดในสิ่งที่ศาลเคยปฏิเสธที่จะตัดสินชี้ขาดไปแล้วอย่างชัดแจ้งในปี 2505 ซึ่งได้แก่เรื่อง "เส้นเขตแดน" และเรื่อง "สถานะทางกฎหมายของแผนที่ภาคผนวก 1"

ดังนั้น คำขอตีความของกัมพูชา จึงไม่ใช่เป็นคำขอตีความ แต่เป็นการอุทธรณ์คดีที่แฝงมาในรูปของการขอตีความ ซึ่งขัดกับธรรมนูญของศาลและขัดกับแนวคำพิพากษาของศาลในเรื่องของการตีความ

        4.ฝ่ายไทยยืนยันว่า คำว่า "บริเวณใกล้เคียงปราสาท" ที่ปรากฏอยู่ในคำพิพากษาปี 2505 นั้น เป็นคนละเรื่องกันกับคำว่า "ดินแดนกัมพูชา" ดังนั้น การกำหนดพื้นที่ "บริเวณใกล้เคียงปราสาท" ตามคำพิพากษาเดิม จึงไม่ใช่การกำหนดเส้นเขตแดน และขอบเขตของพื้นที่ "บริเวณใกล้เคียงปราสาท" ดังกล่าวก็ไม่จำเป็นต้องมีขอบเขตเป็นเส้นเขตแดน

        นอกจากนั้น ยังชี้ให้ศาลเห็นด้วยว่า แผนที่ซึ่งฝ่ายกัมพูชาใช้ในคดีเดิม เมื่อปี 2505 กับแผนที่ซึ่งนำมาใช้อ้างว่าเป็นแผนที่ในภาคผนวก 1 ในการตีความครั้งนี้ เป็นแผนที่คนละแผนที่กัน เป็นการเลือกหยิบเอามาใช้ตามอำเภอใจ

        ความแตกต่างระหว่างแผนที่เดิมของฝ่ายกัมพูชากับการกำหนดขอบเขตพื้นที่ "ใกล้เคียงปราสาท" ของไทยนั้น แตกต่างกัน "เพียงไม่กี่เมตร" ตามความเห็นของฝ่ายกัมพูชาเอง แต่แผนที่ภาคผนวก 1 ที่นำมาอ้างใหม่ในศาลวันนี้ กลับมีพื้นที่ที่แตกต่างกันออกไปมากถึง 4.5 ตารางกิโลเมตร

ด้วยเหตุผลตามข้อโต้แย้งดังกล่าวนี้ ฝ่ายไทยขอให้ศาลพิพากษาและชี้ขาดว่า

        1.คำร้องขอให้ศาลตีความของฝ่ายกัมพูชานั้น ไม่เข้าเงื่อนไขที่ระบุไว้ และด้วยเหตุนี้ศาลจึงไม่มีอำนาจในการรับพิจารณาคำร้องดังกล่าว และไม่มีอำนาจที่จะตอบคำร้องดังกล่าวนั้น

        2.ศาลไม่มีเหตุผลที่จะให้เป็นไปตามคำร้องขอของฝ่ายกัมพูชา และไม่มีเหตุผลที่จะตีความคำพิพากษาเดิมเมื่อปี 2505

        3.ขอให้ศาลชี้ขาดอย่างเป็นทางการว่า คำพิพากษาเดิมในปี 2505 นั้น ไม่ได้เป็นการวินิจฉัยเส้นเขตแดนระหว่างราชอาณาจักรไทยและกัมพูชา โดยมีผลผูกพันและไม่ได้กำหนดขอบเขตของบริเวณใกล้เคียงปราสาทเอาไว้ในคำพิพากษาดังกล่าว

        ส่วนศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ที่เป็นศาลสูงสุดของสหประชาชาติ จะพิพากษาคดีนี้ว่าอย่างไร

                                                คนไทยทั้งประเทศต่างเฝ้าติดตามกันในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้นั่นเอง..   

แถลงการณ์ นายกยิ่งลักษณ์ กรณีคำตัดสินศาลโลก


            เมื่อเวลา 19.20 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวออกโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจภายหลังศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ อ่านคำพิพากษา โดยนายกฯระบุว่า ตามที่กัมพูชายื่นฟ้องศาลโลกตีความคดีปราสาทพระวิหารปี 2505 โดยเห็นว่าไทยและกัมพูชามีความเห็นไม่ตรงกันเรื่องคำพิพากษาในคดีในเรื่องขอบเขตใกล้เคียงปราสาท คณะดำเนินคดีฝ่ายไทยได้ทำหน้าที่เต็มที่ ต่อสู้ทั้งกฎหมายและกติกาสากล บัดนี้ศาลโลกได้พิจารณาหลักฐานทั้งสองฝ่าย โดยรัฐบาลเห็นว่าเป็นคำพิพากษาที่ให้ความสำคัญกับการที่สองประเทศต้องเจรจากันและหลายส่วนเป็นคุณกับประเทศไทย

            1.ศาลรับฟังข้อต่อสู้ของไทยและตัดสินยืนยันในขอบขตคำพิพากษาเดิมในปี 2505 

            2.ศาลรับฟังข้อต่อสู้ไทย โดยยอมรับคำพิพากษา 2505 ที่ไม่ได้ตัดสินประเด็นเขตแดนไทยกัม เพราะอยู่นอกเหนือคำพิพากษาเดิม หมายความว่าศาลไม่พิจาณาเรื่องพื้นที่ 4.6 ตร.กม. และไม่ได้ตัดสินแผนที่ 1: 200,000 ผูกพันกับไทย โดยคำพิพากษา 2505

            3.ศาลรับตีความประเด็นเฉพาะพื้นที่ใกล้เคียงประเด็นตามคำพิพากษาเดิมปี 2505 โดยศาลอธิบายว่าเป็นพื้นที่ขนาดเล็กมาก ในภูมิศาสตร์ โดยไม่ได้กำหนดเส้นเขตแดน ที่สำคัญไม่รวมพื้นที่ภูมะเขือ ซึ่งพื้นที่โดยรอบใกล้เคียงปราสาทนี้ ทั้งสองประเทศจะหารือรายละเอียดต่อไปในกลไกทวิภาคีที่มีอยู่

            4.ศาลให้ความสำคัญทั้งสองฝ่ายร่วมมือพัฒนาประสาทพระวิหารในฐานะเป็นมรดกโลก

            น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า รัฐบาลให้ทีมกฎหมายศึกษารายละเอียดสาระสำคัญคำพิพากษาเพื่อนำรายละเอียดไปพิจารณาดำเนินการต่อไป จากนั้นไทย และกัมพุชาจะเจรจาหารือให้ได้ข้อยุติและยอมรับทั้งสองฝ่ายและคำนึงถึงขั้นตอนกระบวนการกฎหมายของบทบัญญัติรธน.แห่งราชอาณาจักรไทย และขอยืนยันการดำเนินการของรัฐบาลจะรักษาอธิปไตยผลประโยชน์ประเทศเป็นที่ตั้ง โดยเกียรติภูมิของชาติและความเป็นประชาคมอาเซียน

            รัฐบาลกำชับเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ฝ่ายความมั่นคงยังคงรักษาควมสงบเรียบร้อยชายแดน รักษาอธิปไตย ดูแลทรัพย์สินประชาชนในพื้นที่เพื่อสันติภาพความสงบ และสันติสุขดังทีได้ปฏิติมาโดยตลอด

            ไทยและกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านกันมีพรมแดนติดต่อกันเกือบ 800 กม. ทั้งเป็นสมาชิกอาเซียนพึ่งพาอาศัยต่อไป เพื่อความสงบรุ่งเรือง ดังนั้นทั้งสองประทศจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อประโยชน์สุขสองประเทศ ในนามรัฐบาล ดิฉันขอให้ชาวไทยมั่นใจว่า รัฐบาลจะดำเนินการทุกอย่างโดยคำนึงประโยชน์ของคนไทยสูงสุด 



Comments