ตถาคตย่อม เป็นผู้รู้กาลในสิ่งนั้น


ตถาคตย่อม เป็นผู้รู้กาลในสิ่งนั้น เพื่อพยากรณ์ปัญหานั้น
การพิจารณากุศลธรรมจากพระไตรปิฎกและเอกสารสำคัญอื่นๆ นับว่ามีความสำคัญยิ่งกับมนุษยชาติ และมีหลายส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในปัจจุบัน Metteya.org จึงขอนำข้อมูลดังกล่าวมาลงไว้ เพื่อท่านผู้มีอริยปัญญาและไม่มีความ่ประมาทในสัจธรรมหรือความจริงแท้ (เช่นคำตรัสสอนของพระพุทธเจ้า) จักได้เข้าใจในสิ่งดีงาม

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ๖. ปาสาทิกสูตร สรุปโดยย่อคือ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ดูกรจุนทะ แม้หากว่า สิ่งที่
เป็นอดีต เป็นของจริง เป็นของแท้ ประกอบด้วยประโยชน์ ตถาคตย่อมเป็นผู้รู้กาลในสิ่งนั้น เพื่อพยากรณ์ปัญหานั้น แม้หากว่าสิ่งที่
เป็นอนาคต เป็นของจริง เป็นของแท้ ประกอบด้วยประโยชน์ ตถาคตย่อมเป็นผู้รู้กาลในสิ่งนั้น จึงพยากรณ์ปัญหานั้น สิ่งที่
เป็นปัจจุบันในกาลของตถาคต เป็นของจริง เป็นของแท้ ประกอบด้วยประโยชน์ ตถาคตย่อม เป็นผู้รู้กาลในสิ่งนั้น เพื่อพยากรณ์ปัญหานั้น 
ด้วยเหตุดังนี้แลจุนทะ ตถาคตเป็นกาลวาที เป็นสัจจวาที เป็นภูตวาที เป็นอัตถวาที เป็นธรรมวาที เป็นวินัยวาที ในธรรมทั้งหลายทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน เพราะฉะนั้น ชาวโลก จึงเรียกว่า "ตถาคโต"

สรุป สิ่งที่เป็นอดีต สิ่งที่เป็นอนาคต สิ่งที่เป็นอยู่ในเวลาของพระพุทธองค์ เมื่อกาลเวลานั้นเป็นจริง เป็นของแท้ ประกอบด้วยประโยชน์ ตถาคตย่อมเป็นผู้รู้กาลในสิ่งนั้น พยากรณ์ปัญหานั้น นอกนั้นพระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์
Comments