อย่าพึ่งโทษเทพ


อย่าพึ่งโทษเทพ พิจารณาตนเองหรือยัง และคิดอีกครั้งเรื่องชื่อกรุงเทพฯ

เรื่องที่ท่านไม่ควรประมาท คือ ใครเป็นผู้กำหนดลดประชากรโลกลงประมาณ 90% เหลือเพียง 500 ล้านคนจากที่มีอยู่ในปัจจุบันประมาณ 7000 ล้านคน เรื่องนี้อยู่ในพุทธทำนายและพยากรณ์โลกต่างๆ รวมทั้งบัญญัติ 10 ประการของปี 1980

ประเด็นสำคัญของภัยพิบัติในเวลาปัจจุบัน และพยากรณ์โลกต่างๆ เช่น พุทธทำนาย และนอสตราดามุส เป็นต้น น่าจะมาลงเอยให้เห็นความชัดเจนที่ บัญญัติ 10 ประการปี 1980 (พ.ศ. 2523) คือ บัญญัติ 10 ประการนี้อยู่ที่รัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยบุคคลหนึ่งที่ไม่ประสงค์ออกนาม แต่มีความหมายใช้ชื่อว่า อาร์ ซี ตริสเตียนเมื่อ (R.C. Christian) ได้ว่าจ้างให้บริษัทขุดหินแกรไนท์ที่บริเวณใกล้เคียงสร้างขึ้น เสร็จเมื่อ 22 มีนาคม 1980 บนหินแกรไนท์ขนาด สูงจากพื้นดิน 4.9 เมตร มีจำนวนสี่แผ่น แต่ละแผ่นมีภาษาแสดงบัญญัติ 10 ประกานี้ด้านละ 1 ภาษา ฉะนั้นภาษาที่ใช้เขียนบัญญัติ 10 ประการมีทั้งหมด 8 ภาษา ดูตามรูป

สำหรับแผ่นหินขนาดใหญ่ ตามรูป

โดย มีช่องดูดาวเหนือ และช่องดูพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกอยู่ที่เสาตรงกลาง ภาษาโบราณ 4 ภาษา (ตัวหนังสือสีเขียวบนรูปข้างบน) และตัวเลขของขนาดของแผ่นหิน น่าจะเป็นระหัส มีความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงโลก ให้เข้าสู้กฤดายุค หรือยุคทองจากปัจจุบันที่มนุษยโลกกำลังอยู่ในปลายกลียุค สำหรับ เวลาที่สร้างอาจเป็นการบังเอิญ หรือเป็นความตั้งใจให้ประจวบเหมาะกับตราประทับของพระจักรพรรดิ

เป็นที่น่าสังเกตว่า การตั้งแผ่นหินเป็นไปตามกฎของโลกและจักรวาล ความเป็นมาของของบัญญัติ 10 ประการนี้ น่าจะมีเรื่องราวมาจากสมัยอียิปต์โบราณ คนที่ชื่อ คริสเตียน รอเซ็นครูส์ หรือกุหลาบไขว้ แบบไม้กางเขน เป็นผู้จ้างให้บริษัทตัดหินแผ่นขนาดใหญ่สลักขอความลงไว้บนแผ่นหิน คนทั่วไปอาจเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลที่สลักไว้ เป็นเรื่องจากปรัญชาแห่งความเร้นลับในอดีตกาล โดยวางรากฐานของมนุษย์ให้มีความเข้าใจและมีความเหมาะสมกัับธรรมชาติ จักรวาลทางกายภาพ และแดนของวิญญาณ ทฤษฎีนี้เกี่ยวข้องกับ พระเจ้า ความเชื่อทางศาสนา

การปฏิบัติตามพิธีการและความฝึกฝนทางจิตวิญญาณ อาร์ ซี คริสเตียน ซึ่งเขาคือใคร นั่นเป็นอีกประเด็นที่จะต้องศึกษา แต่ข้อมูลมีความเกี่ยวข้องกับคำทำนายในศาสนาต่างๆ โดยเฉพาะข้อ 2 และ 3 ถ้าถามว่า มีใครเข้าใจเรื่องนี้จริงๆ บ้าง ก็น่าจะตอบว่าไม่มี เพราะเป็นเรื่องลึกซึ้งกว่าที่ใครสักตนหนึ่งจะเข้าใจ แต่ถ้าท่านใดสนใจสามารถหาหนังสือดูได้ สรุป ตัว เชื่อมความลี้ลับ ของการเขียนบัญญัติ 10 ประการบนแผ่นหินขนาดใหญ่ ด้วย 8 ภาษาีนี้ ตามการวิเคราะห์หลักฐาน อยู่ที่ภาษาโบราณ 4 ภาษา แสดงไว้ด้วยสีเขียวบนรูปที่ 1 และน่าจะมีความเกี่ยวข้องกับท้าวสักกะ ที่ท่านจะได้อ่านเรื่องราวต่อไป การพิจารณาเรื่องดี เรื่องร้่าย ไม่ประมาท เป็นผู้มีกุศลปัญญา บัญญัติ 10 ประการ ค.ศ. 1980 ที่สลักไว้บนแผ่นหินขนาดใหญ่ มีดังต่อไปนี้

    1. Maintain humanity under 500,000,000 in perpetual balance with nature.
    รักษาจำนวนมนุษยชาติให้ต่ำกว่า 500,000,000 คน เพื่อการสมดุลกับธรรมชาติตลอดไป (สำรวจเมื่อ เมษายน ค.ศ. 2009 / พ.ศ. 2552 พลเมืองโลกมี 6.8 พันล้าน ฉะนั้นควรลดลงประมาณ 90 %) 
    2. Guide reproduction wisely - improving fitness and diversity. 
    การทำคู่มือแห่งปัญญา (พระธรรมเจ็ดประการ)-- ปรับปรุงสมรรถภาพและความหลากหลาย 
    3. Unite humanity with a living new language.
    การสื่อสารระหว่างมนุษยชาติ ต้องการภาษาใหม่ที่มีความเหมาะสมจริง (ขณะนี้ไม่มี) 
    4. Rule passion - faith - tradition - and all things with tempered reason. 
    ประเพณี ความเชื่อ ความชอบในพิธีการ - และทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องด้วยความมีเหตุผลที่ถูกตามอารมณ์ 
    5. Protect people and nations with fair laws and just courts.
    สิทธิของมนุษย์และประเทศ ต้องเป็นไปตามความยุติธรรมที่แท้จริงและศาลที่เป็นที่ยอมรับ 
    6. Let all nations rule internally resolving external disputes in a world court.
    ให้ทุกๆชาติมีประชาชาติกฎหมายภายในการแก้ปัญหา ที่เกี่ยวเนื่องได้กับข้อพิพาทกันภายนอกในศาลโลก 
    7. Avoid petty laws and useless officials.
    หลีกเลี่ยงกฎหมายอนุสิทธิบัตรและการไร้ประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ 
    8. Balance personal rights with social duties.
    มีความเป็นกลางในสิทธิส่วนบุคคลประกอบการมีหน้าที่ทางสังคม 
    9. Prize truth - beauty - love - seeking harmony with the infinite.
    ความชมเชยในความเป็นจริง - ความสง่างาม – ความรัก - ขอความมีความสมดุลและสามัคคีกับพระเจ้า 10. Be not a cancer on the earth - Leave room for nature - Leave room for nature. มนุษย์อย่าเป็นมะเร็งร้ายทำลายแม่พระธรณี - อย่าทำลายธรรมชาติ – อย่าทำลายธรรมชาติ
และ บัญญัติ 10 ประการนี้ น่าจะเป็นกฏของพระเจ้าหรือจอมเทพท้าวสักกะเทวราชเป็นผู้กำหนดขึ้น เพื่อนำพาโลกเป็นดังเมืองสวรรค์ ให้มนุษยโลกอยู่กันอย่างยุติธรรม มีสันติสุขที่แท้จริงทั่วหน้ากันตลอดไป สรุป จากการศึกษาค้นคว้าตามหลักฐานนั้น บัญญัติ 10 ประการ น่าจะเกี่ยวข้องกับท้าวสักกะจอมเทพ ที่ต้องการให้สันติสุขเกิดขึ้นบนโลกมนุษย์ ขอได้โปรดติดตามเรื่องพุทธทำนาย แล้วท่านจะเห็นภาพชัดเจนขึ้น

มาถึงตอนท้าย ขอสรุปว่าพระศรีอาริย์หรือพระศรีอาริยเมตไตรยหรือพระศรีอาริยเมตไตรย์หรือ พระศรีอารย์คือใคร คงทำความเข้าใจได้ตามหลักฐาน ดังนี้

    1. พิจารณาจากสักกปัญหสูตร มีความเกี่ยวเนื่องกับพยากรณ์ของการมาจุติของพระศรีอาริยเมตไตรยหรือพระศรี อารย์หรือเมตเตยฺย ตามที่ท้าวสักกะตรัสไว้คือ
      1.1 ความตรัสรู้จักมีแก่เราในภายหน้า (คำว่าตรัสรู้จะใช้กับพระพุทธเจ้า) และนี่เป็นหลักฐานที่ว่าพระจักรพรรดิเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ที่ 5 ในภัทรกัป
      1.2 เราจุติจากกายมนุษย์แล้ว ละอายุอันเป็นของ มนุษย์แล้ว จักกลับเป็นเทวดาอีกจักเป็นผู้สูงสุดในเทวโลก แสดงว่าท้าวท้าวสักกะจอมเทพ สามารจุติแบ่งภาคมาป็นมนุษย์ได้ (การอธิบายเรื่องนี้ทำได้ด้วยหลักฐานพยากรณ์)
    2. โปรดพิจารณาชื่อของกรุงเทพมหานครคือ "กรุงเทพมหานคร อมรรัตรโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบูรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์
    ซึ่งมีความหมายว่า

    เมืองของเทพ (ท้าวสักกะเทวราช) ที่ยิ่งใหญ่ อันเป็นอมตะประกอบด้วยแก้ว 7 ประการ (คือพระธรรม 7 ประการ) ของท้าวสักกะจอมเทพ (พระอินทร์) ท้าวสักกะฯผู้ไม่เคยพ่ายแพ้แก่สัตรู อันเป็นที่เกิดแห่งมงคลที่ยิ่งใหญ่ เป็นเมืองหลวงที่ประกอบไปด้วยแก้ว 9 ประการ ที่มีความงดงามมั่นคงและสง่างาม (คือ คือ เพชร ทับทิม มรกต บุษราคัม โกเมน นิล มุกดา เพทาย และไพฑูรย์ ) เป็นสถานที่ยิ่งใหญ่และบริบูรณ์เป็นเลิศ เป็นสถานที่ประทับของท้าวสักกะฯที่จะแบ่งภาคมาเกิดบนโลกมนุษย์ โดยท้าวสักกะเป็นผู้ให้พระวิษณุกรรม (พระนารายณ์) มาสร้างขึ้นจนสำเร็จ

    3. ท้าวสักกะเทวราชเป็นนักรบ ผู้คอยช่วยเหลือพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ ดังรายละเอียดมีแสดงอยู่ในเรื่องราวของพระพุทธศาสนา และพระไตรปิฎก ฉะนั้นพระจักรพรรดิจึงมีความแตกต่างกับพระศาสดาตรงที่พระจักรพรรดิเป็นนักรบ ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญการแยกจากพระศาสดา

    พระพุทธเจ้าโคตมถึงตรัสเรียกชื่อพระจักรพรรดิว่า Maitreya (ภาษาสันสกฤษ) Metteya หรือ Metteyya (ภาษาบาลี) ซึ่งมีความหมายคือ "เพื่อนแท้" แต่ คนไทยทำความเข้าใจเป็นพระศรีอริยเมตไตรยหรือพระศรีอาริยเมตไตรยหรือพระศรี อริยเมตไตรย์หรือเรียกย่อๆ ว่าพระศรีอารย์หรือพระศรีอาริย์ หรือเขียนอ่านกันอย่างไร แล้วแต่ใครจะพิจารณากันอย่างนั้น ถ้าจะดูตามความสมควร เป็นความหมายของพระศรีอริยเมตไตรย (พระ-ศรี-อ-ริ-ยะ-เมต-ไตร) หรือพระศรีอารย์ (พระ-ศรี-อาน) คือผู้ที่มีความเจริญเป็นสิริมงคลเป็นอริยะคือผู้บรรลุธรรมวิเศษ และสำหรับพระศรีอารย์ ควรจะเป็นการย่อสำหรับผู้เจริญตามวัฒนธรรมที่ประเสริฐ เมื่อสรุปก็คงเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นเพื่อนแท้นั่นเอง สำหรับท่านใดจะแปลอย่างไรนั้น ย่อมเป็นความเห็นที่สามารถกระทำได้

สิ่งที่มนุษย์ไม่คาดคิด เกิดขึ้นในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลกยอมรับข้อเท็จจริง ดู หลักฐานแสดงมนุษย์ต่างดาวมีจริง ที่นำมากล่าวถึง เพื่อไม่อยากให้ผู้ที่มีความประมาทหลงไปในทางผิด

Comments